วิทยาศาสตร์ : ต้นไม้พันปี

วิทยาศาสตร์ : ต้นไม้พันปี เป็นอย่างไร

     พืชพรรณนานาชนิดบนโลกใบนี้นั้นย่อมมีวิวัฒนาการแตกต่างกันออกไปตามสายพันธ์หรือตามอายุของแต่ละชนิด มีต้นไม้บางชนิดที่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานมากถึงหนึ่งพันปีก็มีเช่นกัน ถ้าต้นไม้นั้นๆที่มีอายุถึงหนึ่งพันปีมีอยู่ในประเทศไทยก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะไม่พลาดที่จะไปดูให้เห็นกับตาพร้อมกับทำการกราบไหว้บูชาด้วยความเชื่อส่วนบุคคลเป็นอย่างแน่ที่สุด แต่สำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงผลวิจัยที่เขาสามารถที่จะทำให้ต้นไม้ชนิดหนึ่งอยู่ได้ถึงพันปีนั่นเอง

     ทุกคนคงจะเคยได้รู้จักกับต้นแปะก๊วยกันมาบ้างแล้ว สำหรับต้นไม้ชนิดนี้นั้นถิ่นกำเนิดของมันอยู่ที่ประเทศจีน โดยมีการค้นพบว่าแปะก๊วยนั้นเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเพียงสายพันธุ์สุดท้ายที่เหลืออยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน

จุดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่

มีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างที่จะช้ากว่าต้นไม้ชนิดอื่นๆพอสมควร ส่วนในช่วงที่เป็นฤดูใบไม้ร่วงต้นแปะก๊วยก็จะเปลี่ยนสีโดยใบของมันจะมีสีเหลืองที่สวยงามสะพรั่งเต็มต้นเมื่อมองดูแล้วจะรู้สึกอัศจรรย์ใจเหมือนได้หลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ ในส่วนของการวิจัยที่เกี่ยวกับการหาคำตอบให้กับต้นไม้ที่มีอายุยืนถึงพันปีนั้นได้พบว่า ต้นไม้อย่างต้นแปะก๊วยที่เรารู้จักกันนั้นมีการสร้างหรือผลิตสารเคมีชนิดหนึ่งออกมา

โดยสารนี้เองที่สามารถที่จะทำให้ต้นแปะก๊วยเกิดปฏิกิริยาที่ทำการต้านโรคของต้นไม้ ต้านภาวะภัยแล้งต่อต้นไม้ได้ ทั้งนี้ต้นแปะก๊วยยังมีความพิเศษนอกจากนั้นที่มีความแตกต่างออกไปมากกว่าพืชหรือต้นไม้ชนิดอื่นๆด้วย โดยที่ความพิเศษของต้นแปะก๊วยที่ได้เปรียบจากต้นไม้อื่นๆนั่นก็คือยีนของมันนั่นเอง ซึ่งมีการค้นพบว่าต้นแปะก๊วยนั้นไม่ได้มีสิ่งที่สามารถที่จะทำให้ทรุดโทรมหรือแก่ตัวลงไปมากกว่าต้นไม้อื่นๆเลย

โดยทางนักวิจัยนั้นก็ได้ออกมากล่าวเปิดเผยถึงความลับของต้นไม้ชนิดนี้เอาไว้ด้วยว่า สำหรับความลับในการมีอายุที่ยืนยาวของต้นแปะก๊วยที่สวยสะพรั่งสะกดตาสะกดใจคนดูได้ทุกครั้งที่มองมานั้นก็คือการที่ต้นแปะก๊วยเองได้สร้างระบบที่น่าทึ่งซึ่งเป็นระบบที่มันใช้ในการป้องกันตัวได้ดีมากๆจากสภาวะต่างๆทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทั้งนี้สำหรับต้นแปะก๊วยแล้วยังเป็นต้นไม้ที่เรียกได้ว่าเป็นต้นไม้ชนิดที่มีสายพันธุ์ไร้ซึ่งระบบแห่งวัยชรา หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นต้นไม้ที่คงอายุวัฒนะได้ดีมากๆนั่นเอง

      อย่างไรก็ตามสำหรับต้นไม้แล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนๆก็ล้วนแล้วแต่ต้องการอาหารจากแร่ธาตุ ทำการสังเคราะห์แสง และที่แน่นอนมากๆนั่นก็คือพวกมันต้องการน้ำที่คอยให้ความชุ่มชื่นและเป็นดั่งสายเลือดในการใช้หล่อเลี้ยงทุกส่วนของมัน โดยจากผลการวิจัยนั้นก็มีการคาดเกี่ยวกับอายุที่ยืนยาวของต้นไม้ว่าการที่ต้นไม้นั้นจะสามารถดำรงอายุของมันได้อย่างยืนยาวมากที่สุดได้ส่วนหนึ่งแล้วจะต้องมีปัจจัยในการเจริญเติบโตที่ช้าด้วย

โดยเซลล์ของต้นไม้นั้นๆจะมีต้องการปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือจะต้องมีการสร้างระบบที่ดีขึ้นมาใช้ในการป้องกันตัวเองให้พ้นหรือห่างไกลจากพวกเชื้อโรคหรือเหล่าจำพวกศัตรูพืชที่คอยวนเวียนจะเข้ามารุกรานได้ ที่สำคัญคือการที่ต้นไม้นั้นสร้างระบบที่ดีขึ้นมาเพื่อที่จะต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศโดยรอบในแต่ละช่วงฤดูในทุกๆปีที่แน่นอนว่าอาจจะมีความรุนแรงไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้หากเราทุกคนสามารถที่จะช่วยกันดูแลต้นไม้ก็ถือว่าเป็นอีกแรงตัวช่วยหนึ่งที่ดีมากๆเช่นกัน

เรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

เทคนิควิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์

หากพูดถึงการดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยการบวก  การลบ การคูณ และการหาร เท่าที่จำความได้ เราเรียน ตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษา  มัธยมศึกษา ถึงขั้นอุดมศึกษา เราจำตัวเลขมาบวกกัน หรือ นำมาลบกัน ก็จะมีการนับไว้ในใจ หรือ ทดไว้ในใจ อะไรประมาณนั่น

จนถึงกระบวนการ ด้านการคูณ และการหารตัวเลข ก็จะใช้วิธีดั่งเดิม คือใช้การคูณตรงหลัก รูปแบบการคูณ ต้องจดจำวิธี เป็นขั้น เป็นตอน หากหลงลืม อะไรเพียงบางส่วน ก็จะส่งต่อการคำนวณที่ผิดพลาด ซึ่งรวมถึงวิธีการตั้งหาร ก็ต้องใช้รูปแบบที่ต้องใช้  แม่สูตรคูณมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตั้งหาร ประกอบกับการพิจารณาถึงตัวเศษจากการตั้งหารอะไรแบบนั่น

ปัจจุบันนี้การดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์ที่นักคณิตศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ

ด้านคณิตศาสตร์ของประเทศไทยได้ไป ประสบพบเจอจากประเทศอินเดีย และได้นำมาพัฒนาศักยภาพของครูที่สอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คือการใช้ทักษะการคำนวณ จากคัมภีร์พระเวท ที่มีชื่อเรียกว่า “เวทคณิต ” หากถามว่าการดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์แบบนี้

มีมานานหรือยัง จากการค้นพบหลักฐาน ถูกค้นพบ ในคัมภีร์อรรถเวท ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของคัมภีร์พระเวท  เท่าที่ได้ลองเปรียบเทียบการคำนวณแบบที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เขียนเป็นแบบเรียนให้นักเรียนใช้ และอบรมให้กับครูสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นำไปถ่ายทอดให้กับ นักเรียน พบว่า การใช้การคำนวณแบบ “เวทคณิต ” ใช้เวลาในการคำนวณและหาคำตอบได้ง่ายกว่า

และใช้เวลาที่น้อยกว่า จากการคำนวณที่ง่าย และเป็นขั้นตอนที่สุดพิสดาร จนมีบางคน เรียกว่า “การคำนวณโดยใช้เวทมนต์ “

การขยายเครือข่ายกับครูผู้สอนด้านคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการนำเวทคณิต ไปใช้ในสถานศึกษา

ผู้รับผิดชอบในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ได้ส่งตัวแทนครูไป อบรมกับสถาบันที่ไปอบรมมาจริง จากสถานศึกษาในประเทศอินเดีย และได้มาทำแบบฝึก สำหรับขยายผลให้ผู้เรียนได้ใช้จริง ซึ่งปัจจุบันนี้การใช้เวทคณิตในสถานศึกษาของประเทศไทย 

ก็อยู่ในช่วงต้องนำมาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย จัดให้มีในช่วงปฐมวัย จนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรม ขณะนี้ มีการจัดการแข่งขัน เวทคณิต ในทุกช่วงชั้น ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ทั้งหมดนี้จึงเป็นปราการ ด่านแรก ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน พัฒนาทักษะการคำนวณแนวใหม่

โดยเบื้องต้น ให้นักเรียนได้เปิดโลก ทางการคิดคำนวณ แนวใหม่ เป็นการเปิดรับ และไม่ยึดติด ในรูปแบบการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งปัจจุบัน มีการจัดการแข่งขัน ในกลุ่มนักเรียน ขยายไป ทุกภูมิภาคในประเทศไทย และใช้ครูที่ได้รับการพัฒนาทักษะ ด้านเวทคณิต ขยาย เครือข่าย ครูให้ ครบทุก ชั้นด้วย

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

สัดส่วนทองของรูปทรงกะโหลก

       สัดส่วนทอง หรือ Golden Ratio ที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักเลย มันคือหลักการในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างหนึ่ง โดยมีต้นกำเนิดของหลักการนี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วง 2,200 ปีก่อนหน้าจากชาวกรีกผู้หนึ่งที่ชื่อว่า ยูคริด (Euclid)

เขาผู้นี้เองที่เป็นคนให้กำเนิดจุเริ่มต้นของวิชาเรขาคณิตซึ่งตัวของยูคริดเองไม่ได้เรียกหลักการนี้ว่า Golden Ratio มาตั้งแต่แรกโดยในครั้งนั้นเขาได้ใช้ชื่อเรียกหลักการนี้ว่า Extreme and Ratio ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาเองได้เน้นการให้ความหมายไปในทางของคณิตศาสตร์มากกว่าเรื่องของความสวยงาม

       โดยที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วกะโหลกศีรษะของเรานั้นได้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักการสัดส่วนทองที่กล่าวมาด้วยเช่นกัน

 

โดยที่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวกับประสาทศัลยศาสตร์ของทางมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์จากประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างท่านศาสตราจารย์ราฟาเอล ทาร์มาโก นั้นได้ออกมาเผยข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวารสารที่มีชื่อว่า“Journal of Craniofacial Surgery”ซึ่งได้ระบุเกี่ยวกับขนาดความยาวเส้นโค้งที่มีการผ่าผ่านกลางกะโหลกศีรษะ

โดยที่มีการเริ่มวัดจากจุดที่อยู่สูงสุดของสันจมูกของมนุษย์เราจนมาถึงช่วงโหนกที่อยู่บริเวณท้ายทอยในส่วนของด้านหลังบริเวณศีรษะ และได้พบว่ามนุษย์เรานั้นมีลักษณะของกะโหลกศีรษะที่มีลักษณะที่เรียกกันว่าสัดส่วนทองแฝงอยู่ด้วยนั่นเอง

ถ้าเรานำไปคิดให้เป็นค่าในทางคณิตศาสตร์จะได้ผลลัพธ์ออกมาราวๆ 1.6 ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวนี้เองได้ไปมีความใกล้เคียงกันกับค่าสัดส่วนทองในหลักการของทางศิลปะหรือที่เรียกกันว่าค่า “Phi” โดยทั่วไปนั้นก็ถือว่าเป็นจำนวนอตรรกยะหรือ “Irrational numbers” โดยถ้าหากมีการคิดคำนวณออกมาให้เป็นเลขที่เป็นทศนิยมแบบไม่รู้จบนั้นจะอยู่ที่ 1.618…. 

ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้นั้นก็มีการพบค่าในทางของคณิตศาสตร์ดังกล่าวนี้เองในสิ่งที่มีลวดลาย ในโครงสร้างของเหล่าพืชต่างๆ รวมไปถึงในสัตว์หลายๆชนิดบนโลกนี้ยกตัวอย่างเช่นสัดส่วนทองในลูกสน หรือแม้กระทั่งในเปลือกหอย ในพายุเฮอริเคน รวมไปจนถึงดาราจักรต่างๆในจักรวาลเองก็ยังมีสัดส่วนทองนั้นแอบแฝงอยู่ด้วย ทั้งนี้ในหัวใจ เซลล์เม็ดเลือดในตัวมนุษย์เองก็มีด้วยเช่นกัน ถ้าเราอยากจะคำนวณหาสัดส่วนทองนั้น เราเองก็สามารถที่จะทำการคำนวณหาได้ด้วยเช่นกัน โดยมีหลักการในการคำนวณว่าจะต้องนำเส้นที่สำคัญที่อยู่ในลวดลาย รูปทรงต่างๆที่เราพบเห็นมาเส้นหนึ่ง แล้วทำการแบ่งออกให้เป็นสองส่วน

โดยความยาวของเส้นนั้นจะต้องไม่เท่ากัน และหลังจากที่ได้อัตราส่วนของส่วนที่มีความยาวกว่า แล้วจึงเอามาหารด้วยสัดส่วนที่มีความสั้นกว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีค่าเป็นอัตราส่วนของความยาวทั้งหมดที่ได้หารด้วยอัตราจากส่วนที่มีความยาวกว่า และสุดท้ายค่าในทางคณิตศาสตร์ที่ปรากฏขึ้นจะบ่งบอกถึงความสวยงามที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในทางวิทยาศาสตร์

       และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวความสวยงามที่เกิดขึ้นกับอวัยวะบนร่างกายของมนุษย์ที่ในทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะพิสูจน์และยืนยันได้ว่า ธรรมชาติสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่น่าทึ่งขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก และทำให้มนุษย์อย่างเราเองได้รับรู้ข้อมูลที่น่าสนใจแบบนี้ไปด้วยนั่นเอง

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

ดาวโลกดวงใหม่ต้องมีอะไรที่ทำให้มนุษย์อยู่ได้เหมือนโลกปัจจุบัน

คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินข่าวกันหรอกใช้ไหม ว่าในปัจจุบันนี้มนุษย์เรากำลังสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะออกไปสำรวจนอกโลก ไม่ใช่เพียงแค่ศึกษาระบบต่างๆของดวงดาว หรือสำรวจโลกเท่านั้น แต่ยังรวมไม่ถึงการศึกษาค้นหาดาวดวงใหม่ที่ต้องมีความกับโลกมากที่สุด

เพราะในอนาคตได้มีการตั้งข้อสันนิฐานมากมายอย่างเช่น ในอนาคตแผ่นดินจะจมลงสู้ใต้น้ำจนมิด โลกกลายเป็นเมืองที่มีแต่น้ำปกคลุม รวมไปถึงการดับสูญของพระอาทิตย์ที่มีการคาดการณ์เอาไว้อีกหลายพันล้านปี

จุดแกนกลางของดวงอาทิตย์จะดึงตัวเข้าไปในทำให้ดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวเคราะห์ขาวที่ไร้ความร้อย และไม่มีแสง และมนุษย์โลกเราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากปราศจากแสงดวงอาทิตย์ นี่จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์เรากำลังเตรียมการเพื่ออีกหลายพันล้านปีข้างหน้า

โดยการออกสำรวจหาดาวที่เหมือนโลกเพื่อนที่ว่าจะได้อพยพมนุษย์โลกย้ายไปดาวดวงใหม่เพื่อดำรงเผาพันธุ์มนุษย์เอาไว้ แต่รู้หรือไม่ว่าดาวดวงใหม่จะต้องมีอะไรที่เหมือนกับโลกบ้างที่จะทำให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้

ที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่บนโลกได้นั้นก็เพราะ โลกมีชั้นบรรยากาศที่แบ่งออกเป็น 5 ชั้น เหตุนี้เองที่ทำให้อากาศภายในโลกมีความสมดุลอย่างมาก เหมาะสมที่จะดำรงชีวิต และยังมีดวงดาวที่เป็นบริวาลอย่าง ดวงจันทร์ คอยกำหนดการหมุนรอบตัวเองของโลก

ทำให้เราได้เห็นปรากฏการณ์กลางวันและกลางคืนอย่างเช่นทุกวันนี้ รวมไปถึงปรากฏน้ำขึ้นน้ำลงอีกด้วย เพราะดาวเคราะห์หลายๆดวงนั้นมีแต่กลางคืนหรือมีกลางคืนที่มากกว่ากลางวันหลายเท่า จึงทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ นั้นเป็นเพราะไม่มีความสมดุลกันเหมือนอย่างของโลก

ที่ดวงอาทิตย์ไม่ทำให้เวลาในช่วงกลางวันอากาศร้อนจนเกินไป เช่นเดียวกับในช่วงเวลากลางคืนที่อากาศกำลังพอดีไม่หนาวจัดและมืดจนเกินไปเพราะมีแสงที่เกิดจากดวงจันทร์ แถมบนโลกยังมีพื้นแผ่นดินที่ยังสามารถใช้เป็นที่ตั้งถิ่นสำหรับที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย

หากแต่ว่าบนโลกเรานั้นมีพื้นแผ่นให้ก่อสร้างบ้านเรือนและดำรงชีวิตอยู่

แต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากนำไปเปรียบเทียบกับพื้นน้ำแล้ว พื้นแผ่นดินยังคงมีน้อยมากเพียงแค่ 30% ในขณะที่พื้นน้ำมีทั้งหมด 70% ซึ่งนักธรณีวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในอนาคตข้างหน้าพื้นแผ่นดินทั้งจะถูกทับถมและจมลงสู่ใต้น้ำทั้งหมด

เพราะในปัจจุบันระดับในแต่ละพื้นที่ทั่วโลกสูงขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปี แต่บางพื้นที่ของแต่ละประเทศพื้นแผ่นอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำเสียด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ในอนาคตเราอาจจะต้องหาดาวที่เหมือนกับโลกดวงใหม่และอพยพย้ายไปอยู่อาจจะเป็นไปได้

เดินทางข้ามเวลาผ่านรูหนอน

รูหนอน ถูกนำเสนอให้อยู่ในทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป

(Theory of relativity) ของอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ แต่ไม่มีการยืนยันการค้นพบว่า รูหนอนมีอยู่จริงหรือไม่ รูหนอนมักถูกนักเขียนนิยายนำไปเขียนเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาในทางนิยายวิทยาศาสตร์ เพื่ออธิบายจินตนาการของการเดินทางข้ามเวลา

โดยผ่านรูหนอน ว่าสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงได้อย่างไร ตามจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นนั้น รูหนอนถือว่าเป็นเส้นทางลัดในห้วงอวกาศ เป็นช่องทางการเดินทางในยานอวกาศเดินทางข้ามผ่านไปได้ โดยการเข้าไปจากด้านหนึ่งแล้วทะลุผ่านไปยังอีกด้านหนึ่งของจักรวาล แนวคิดนี้มีที่มาจากสมการตามทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ รูหนอน คือ พื้นที่ในจักรวาลที่แผ่นอวกาศถูกเร่งความเร็วขึ้นสูงมาก สูงมากจนแสงไม่สามารถเดินทางเป็นเส้นตรงได้อีก อนุภาคของแสง หรือ โฟรตรอนที่เกิดจากก๊าซ ธุลีอวกาศ และดาวฤกษ์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จะเคลื่อนวนอยู่โดยรอบรูหนอน

จะหมุนวนอยู่โดยรอบหลุมดำ ก่อให้เกิดวงแหวนของแสงขึ้น อนุภาคโฟนตอรอนที่อยู่ใกล้กับรูหนอนมากเกินไป จะถูกดูดเข้าไปด้วย และเกิดพื้นที่มืดโดยรอบ เรียกว่า เงา (Shadow) ซึ่งคล้ายกับที่เกิดขึ้นกับขอบของหลุมดำ

รวมทั้งบริเวณใจกลางของหลุมดำ หรือ หลุมดำมวลยิ่งยวด

(Supermassive Black Hole) ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก เป็นหลุมดำที่นักดาราศาสตร์กำลังพยายามในการดำเนินการเพื่อตรวจสอบ โดยอาศัยการเชื่อมโยงกล้องโทรทัศน์จากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นกล้องโทรทัศน์ที่มีขนาดเท่ากับโลกทั้งทั้งหมด และกำลังศึกษางานวิจัยข้อมูลชุดแรกที่ได้จัดการอยู่ในตอนนี้

ในงานวิจัยชิ้นใหม่ทางฟิสิกส์ ของ ราชิบัล เสข นักฟิสิกส์ชาวอินเดีย

จากสถาบันเพื่อรากฐานการวิจัยทาทา (TIFR) ได้นำเสนอแนวความคิดที่ว่า รูหนอนบางประเภทที่หมุนวนอยู่ด้วยความเร็วสูง จะทำให้เกิดความมืดที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีความบิดเบือนมากกว่าของหลุมดำที่สร้างขึ้น

โดยยิ่งรูหนอนหมุนวนด้วยความเร็วสูงมากขึ้น เงามืดบริเวณริมขอบจะรายเรียบมากกว่าเงามืดของหลุมดำ ซึ่งจะมีลักษณะที่คงสภาพคล้ายกับรูปทรงของจานอยู่ต่อไป ซึ่งการสังเกตเงามืดบริเวณริมขอบ ที่จะทำให้บงชี้ได้บริเวณไหรนเป็นหลุมดำ

บริเวณไหนเป็นรูหนอน ซึ่งจะใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางข้ามห้วงอวกาศ ก่อนหน้านี้เคยได้มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งทำการคำนวณการหมุนวนของเงามืดริมขอบของหลุมดำมาก่อน แต่มองข้ามส่วนของท่ออุโมงค์ที่เชื่อต่อช่องทางสองด้านของรูหนอนไป

แต่หากอาศัยการวิเคราะห์แบบใหม่ของ ราชิบัล เสข โดยตามหลักการแล้ว นักดาราศาสตร์จะระบุได้ว่า เงามืดที่พบเห็นลำลังตรวจสอบอยู่นั้นเป็นรูหนอนที่มีทางออกอีกทางหนึ่งหรือไม่ เพราะถ้าหากทำได้จริง ไม่เพียงที่จะทำให้เดินทางข้ามเวลา หรือ ข้ามห้วงอวกาศในนิยายวิทยาศาสตร์เป็นจริงขึ้นมาเท่านั้น

แต่จะยังเป็นหลักฐานทางอ้อมที่แสดงให้เห็นว่า สะสารประหลาด ที่ไอน์สไตน์เคยได้พูดถึงนั้นอาจจะมีอยู่จริง ไอน์สไตน์ได้ระบุไว้ในทฤษฎีสัมพันธภาพว่า เพื่อที่จะคงสภาพของรูหนอนให้เปิดอยู่ตลอดเวลา จะต้องมีสะสารประหลาด ซึ่งจะต้องมีพฤติกรรมต่อต้านแรงโน้มถ่วงปรากฏอยู่ในสะสารตัวนี้ เพราะถ้าหากไม่มีสะสารตัวนี้จะทำให้รูหนอนนั้นยุบหายไปทันที สะสารประหลาดที่ไอน์สไตน์กล่าวถึงนั้น ยังคงเป็นสะสารในทางทฤษฎี การค้นพบเจอรูหนอนจึงอาจบ่งชี้ถึงเรื่องนี้ด้วย หรืออาจจะต้องคิดค้นกันใหม่ และทำความเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วงกันใหม่

ดวงจันทร์

โลกของเรานั้นถือกำเนิดมาหลายร้อยหลายพันล้านปีป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เป็นดาวเคราะห์ที่มีความพิเศษแตกต่างจากพี่น้องดวงอื่นๆ

โลกของเรานั้นมีบริวารเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็คือดวงจันทร์ดวงจันทร์นั้นเป็นบริวารของโลกที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาปล่าว และยังเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของดาวบริวารทั้งหมดของระบบสุริยะจักรวาล

มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 4.51 พันล้านปีก่อนหลังจากที่โลกได้ถือกำเนิดขึ้นนั้น ดวงจันทร์ได้ก่อกำเนิดมาจากเศษที่เหลือจากการชนขนาดใหญ่ระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ที่ขนาดใกล้เคียงกันกับดาวอังคาร มีชื่อเรียกว่า “ธีอา จึงได้กลายเป็นดวงจันทร์ขึ้น

แม้ดวงจันทร์จะหมุนรอบโลกแต่ก็มีสิ่งที่น่าประหลาดใจนั้นก็คือ ดวงจันทร์จะหมุนรอบโลกดดยที่หันเข้าหาโลกเพียงด้านเดยวเท่านั้น ดังนั้นหากเรามองดวงจันทร์จากโลกของเรา เราจึงสามารถที่จะมองเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเท่านั้น

และยังมีระยะทางที่ห่างจากโลกประมาณ 384,403 กิโลเมตร หรือประมาณ 30 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของโลก มีระยะเวลาที่หมุนรอบโลกประมาณ 27.3 วัน ซึ่งขนาดของดวงจันทร์นั้นมีขนาดเป็น 1 ใน 4 ของโลก ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์จริงมีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวโลก

เมื่อเทียบกับแล้วก็มีขนาดประมาณ ประเทศรัสเซีย แคนาดา และสหรัฐอเมริการวมกัน

บุคคลแรกที่สามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นสองคนแรกคือ นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศขององค์การนาซา ตัวแทนของเหล่ามนุษยชาติที่สามารถขึ้นเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นที่สำเร็จเมื่อปี 1969 ตามกฏหมายอวกาศแล้วดวงจันทร์ถือว่าเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ตามสนธิสัญญาที่ใช้บังคับกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์ ดวงดาว และวัตถุอวกาศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1979  ดวงจันทร์นั้นมีความสำคัญต่อโลกของเราเป็นอย่างมากนอกจากที่จะเป็นตัวแทนที่คอยให้อสดงสว่างในยามค่ำคืนแทนพระอาทิตย์แล้ว

เรื่องน้ำขึ้นน้ำลงก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของดวงจันทร์

เกิดจากอิทธิพลขอแรงดึงดูดระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ด้วยบ้างบางส่วนแต่เป็นส่วนน้อย เนื่องจากดวงอาทิตย์มีระยะที่ห่างจากโลก 390 เท่า ในขณะที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่า จึงทำให้ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงของโลกมากกว่าดวงอาทิตย์

ระหว่างที่ของเรานั้นหมุนรอบตัวเองด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์และไกลดวงจันทร์ จึงทำให้เกิดด้านที่ใกล้และด้านที่ตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง เนื่องด้วยแรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์มีความเข้มข้นสูงมาก ผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ำขึ้นลงน้ำลงนั้นคือหากน้ำในมหาสมุทรนั้นลดลงอาจจะทำให้ช่องทางเดินเรือเกิดความตื้นเขินได้ และไม่สะดวกอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ

อีกด้านหากน้ำขึ้นสูงมากๆอาจจะทำให้ท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางเกษตรที่อยู่แถบชายฝั่งได้

ดังนั้นเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงจึงป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนแถบชายฝั่งมาอย่างยาวนาน นอกจากปรากฏการณืที่เกิดตามธรรมชาติแล้วเรื่องราวเหนือธรรมชาตินั้นดวงจันทร์มีส่วนในความเชื่อเหล่านั้นด้วย อย่างปรากฏการณ์ จันทรุปราคา

ที่เกิดจากธรรมชาตอแต่ว่าคนไทยก็มีความเชื่อกันว่าพระยาราหูได้กลืนพระจันทร์เข้าไปดังนั้นชาวบ้านที่พบเห็นจึงได้ทำการตีหม้อเคาะกะละมังจนเกิดส่งเสียงดังเพื่อขับไล่พระยาราหูให้คลายพระจันทร์ออกมา

แม้มนุษยชาติอย่างเราๆสามารถที่จะเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ได้แล้วนั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ด้านเดียว ส่วนอีกด้านที่เราไม่สามารถเดินทางไปสำรวจได้อาจจะมีความลับบางอย่างซ้อนอยู่และรอคอยการค้นพบ  

วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีแค่ในตำราเรียน

แต่เดิมเวลาที่เราคิดถึงคำว่าวิทยาศาสตร์ เราจะนึกถึงห้องเรียนที่หลอดทดลองให้ทำการทำลองค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ

นึกถึงสูตรทางเคมีที่จะต้องท่องจำให้ได้ นึกถึงสมการของค่าต่างๆ ซึ่งบอกตามตรงว่าเมื่อได้ยินคำว่าวิทยาศาสตร์จะรู้สึกห่อเหี่ยวไม่สดชื่นเลย แต่ในปัจจุบันความว่าวิทยาศาสตร์มีการเปิดกว้างในการเรียนรู้มากขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องเรียนวิทยาศาสตร์แต่เฉพาะในห้องเรียน

หรือเรียนกับแค่คุณครูเท่านั้น ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์อยู่รอบๆตัวเรา ซึ่งเราสามารถหาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์จากการเล่น การเรียนรู้วงจรชีวิตของส่งมีชีวิตต่างๆ เราสามารถไปท่องเที่ยวพร้อมกับคนในครอบครัวแล้วเรียนรู้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆกันได้

         ปัจจุบันผู้ปกครองส่วนมากเริ่มหันมาสนใจให้ลูกๆเรียนวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบๆตัวมากขึ้น เพื่อให้เด็กๆได้เพลิดเพลินกับการเรียนโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียนอย่างเดียวเท่านั้น เด็กบางคนไม่ได้รู้เลยด้วยซ้ำว่ากิจกรรมที่พวกเขาได้ทำไปนั้นเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบนี้จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่  กล้าคิดกล้าทำและกล้าที่จะแสดงออก พวกเขาสามารถคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและผลลัพธ์ได้ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่อย่างเรา 

          อย่างที่บอกว่าเดี๋ยวนี้การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในตำราเรียน ดังนั้น การที่เราพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ลูกจะได้เห็นวงจรชีวิตของสัตว์เหล่านั้นตั้งแต่เกิดจนโต จนแก่ เราในฐานะพ่อแม่สามารถให้ความรู้พวกนี้ให้รู้ฟังได้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันในอีกรูปแบบหนึ่ง

การที่พาลูกไปสวนพฤกษศาสตร์ ดูต้นไม้ ดอกไม้แปลกๆ ดูพืชชนิดไหนที่เป็นอันตราย หรือชนิดไหนที่สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคได้ พวกเด็กๆจะได้สัมผัสกับของจริงที่ไม่ใช่แค่เปิดตำราเรียน เห็นผ่านภาพเท่านั้น ทั้งนี้นอกจากสถานที่เที่ยวแบบนี้แล้วปัจจุบันมีศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น ที่  อำเภอ ไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี มีศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ให้เด็กๆเรียนรู้วิธีการดำนา ปลูกข้าว เก็บผัก พายเรือ หรือการทำสวนผลไม้ การเรียนรู้พวกนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เช่น กิจกรรมเก็บผลไม้ที่สวน แล้วนำผลไม้ที่เก็บมาได้นำไปต่อกับขั่ว Multimeter ซี่งมันคือเครื่องวัดปริมาณไฟฟ้า พวกเด็กๆจะได้รู้ว่าผลไม้ที่พวกเขาเก็บมาสามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้

โดยจะมีการสาธิตการต่อไฟฟ้าจะผลไม้จนทำให้หลอดไฟติดได้ หรือ การให้เด็กๆไปเก็บไข่ที่ฟาร์มไก่แล้วนำมาทดลอง นำสีผสมอาหารหยุดใส่ไข่ขาวและไข่แดงซึ่งหลังจากมีการนำไปทำให้สุกแล้วจะพบว่าสีที่แต่ละคนใส่ลงไปในไข่จะได้สีไม่เหมือนกัน หรือการพายเรือ ซึ่งก่อนจะไปพายเรือเล่นก็จะมีสอนด้ายวิทยาศาสตร์เป็นการให้ความรู้ก่อน โดยจะให้เด็กๆนำดินเหนียวมาปั้นเป็นเรือ ทำอย่างไรถึงจะให้เรื่อลอยน้ำได้ สอนการพายเรือทำอย่างไรถึงจะพายไปข้างหน้า หรือหันข้างได้

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆกัน

โดยที่เด็กๆจะไม่รู้สึกเบื่อเลย ลองเริ่มให้พวกเขาเรียนรู้ที่ละนิดจากการเรียนรู้เหล่านี้ไปก่อนแล้วเขาจะชอบวิทยาศาสตร์โดยไม่รู้ตัว