ต้านโรค กับไข่ต้ม

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94มีการวิจัยตั้งแต่ ค.ศ.1999 ติดตามผลการกินไข่ในชาย + หญิง 110,000 คน พบว่าคนที่กินไข่ 7 ฟองทุกวัน นาน 8 –14 ปี ไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองตีบ ไปมากกว่าคนไม่กินไข่เลย แต่ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 50%

โดยแนะนำว่ากินได้เพียง 4 ฟอง/สัปดาห์ ก็พอ

ถ้ามีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกิน 200 ก็ควรกินแค่ 4 ฟอง/สัปดาห์ คนทั่วไป 7 ฟอง/สัปดาห์  ไข่ไม่ได้ทำให้ซีรั่ม คอเลสเตอรอลสูง แต่ขึ้นกับวิธีการปรุง คือ ต้องไม่ทำให้ไข่แดงแตก เพราะคอเลสเตอรอลอยู่ในไข่แดง ถ้าไข่แดงแตก คอเลสเตอรอลกระทบออกซิเจน เกิดเป็นออกซิคอเลสเตอรอล ออกซิคอเลสเตอรอลเป็นตัวทำลายหลอดเลือด ไข่ที่ปลอดภัยคือ ไข่ต้ม – ไข่ลวก เท่านั้น ที่น่ากลัวกว่าไข่ คือ ไขมันสัตว์ เช่น ไก่ย่าง หมูย่าง สเต๊ก ไขมัน ของทอดต่างๆ ไข่แดง มีกลุ่มแคโรทีนอยด์คือ ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งช่วยรักษาสายตา คนที่รับประทานอาหารที่มีสารทั้งสองนี้ในปริมาณสูง จะเป็นโรคร้ายแรงของเรตินา(จอตา) ที่เรียกจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ได้น้อยมาก โรคนี้เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ตาบอดเมื่ออายุมากกว่า 65 ปีชนิดของไข่ มีตั้งแต่แบบเติมสารอาหาร ไข่ธรรมชาติ ไข่ที่ได้จากไก่ที่ไม่ขังในเล้า ไข่ใหม่ ผิวขรุขระ ลอยในน้ำเกลือ ไข่เก่า ผิวเรียบ มัน จมในน้ำเกลือ ไข่โอเมก้า3 ได้จากการเลี้ยงแม่ไก่ ด้วยอาหารที่อุดม n3 เช่น เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันคาโนลา ไข่ n3 จึงน่าจะปลอดภัยกว่าปลาทูนากระป๋องที่อาจมีสารตะกั่วปนเปื้อน คำว่า natural / ไข่ธรรมชาติ / ปราศจากฮอร์โมน (hormone free) ไม่มีความหมายพิเศษใดๆ เพราะใช้ได้กับไข่ทุกชนิด การเก็บไข่ในตู้เย็น เก็บได้ 2 สัปดาห์ โดยไข่มักดูดกลิ่นต่างๆ ในตู้เย็นเข้าไปเก็บไว้ด้วย ทำให้บางครั้งไข่มีกลิ่นผักผลไม้ หรืออาหารที่อยู่ในตู้เย็นได้ หากไข่แดงมีเยื่อขาวขุ่นๆ บางๆ คลุมอยู่ แสดงว่าไข่เก่าเกินไปแล้ว โดยไข่แดงมักแตกด้วย ฉะนั้นไข่ที่ไข่แดงแตกจึงไม่สมควรนำมาบริโภค อย่าเอาไข่ใส่ไมโครเวฟ…ด้วยต้องอธิบายว่ามันระเบิดเพราะเหตุใด ! กรณีต้มไข่ ควรเอาไข่ออกจากตู้เย็นทิ้งไว้ให้คลายความเย็นก่อน มิฉะนั้นต้มไปไข่จะแตก ต้มแล้วนำมาแช่น้ำแข็ง หรือน้ำเย็นจัดจะได้เนื้อไข่นุ่มแน่นอร่อย ! ไข่ยังมีสารอาหารที่สำคัญอีก 2 ชนิด ซึ่งประกาศโดย National Academy of Sciences Institute of Medicine ว่า โคลีน มีความสำคัญช่วยพัฒนาสมองสำหรับคนทุกวัย กับ ลูทีน ที่มีประโยชน์มากต่อดวงตา เราอาจได้ยินคำแนะนำว่า ให้กินผักโขม เพื่อได้สารนี้ ในขณะที่ไข่มีลูทีน มากเป็น 2 เท่าของผักโขม เนื่องจากลูทีนในไข่ ดูดซึมมาใช้ได้ง่ายกว่า ลูทีนทำให้ไข่มีสีส้มสดใส และอร่อย