ภายในสมอง

 งานวิจัยต่างๆในปัจจุบันนั้นมีออกมาให้เราได้อ่านทำความเข้าใจ

และทราบข้อมูลกันอย่างมากมายซึ่งก็ล้วนแล้วเป็นผลงานวิจัยที่ดีและมีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ที่ดีมากๆในการนำเอาข้อมูลคำแนะนำต่างจากผลวิจัยนั้นๆมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของหลายๆคนในยุคนี้ เช่นเดี่ยวกันกับในวันนี้ที่เราจะมานำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ

จากการทำการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องของแบคทีเรียในสมองซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะทำให้ทุกๆคนนั้นได้ความรู้ใหม่กลับไปอย่างแน่นอน

      ขึ้นชื่อว่าเป็นแบคทีเรียแล้วแน่นอนว่าย่อมจะต้องมีการส่งผลเสียมากกว่าผลดีเป็นแน่ แล้วยิ่งหากในร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีแบคทีเรียก็ย่อมไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน โดยจากการวินิจฉัยโดยนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วนั้นได้ออกมาระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่มีแบคทีเรียเกิดขึ้นภายในร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นจุดสำคัญอย่างสมองแล้วนั้น แบคทีเรียมันสามารถที่จะเป็นตัวก่อปัจจัยอันนำมาซึ่งบ่อเกิดของโรคที่ไม่พึงปรารถนาอย่างอาการโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

ซึ่งหลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยภาวะต่างๆอย่างอื่นอีกมากมายอย่างภาวะเส้นเลือดในสมองเกิดอาการอักเสบ มีภาวะที่ทำให้เกิดการอุดตันเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นอัมพาต หรืออัมพฤกษ์ตามมาได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วก็ยังรวมไปถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเป็นฝีในสมองก็ได้เช่นกัน แต่อย่างไรแล้วนั้นการที่จะเกิดเป็นดังโรคที่กล่าวมานั้นก็ไม่ได้มีกระบวนการเกิดที่อยู่ดีๆจะสามารถเป็นกันขึ้นมาได้ง่ายๆ โดยการที่จะเกิดภาวะดังที่กล่าวไปนั้นได้จะต้องมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวในการเอื้อหนุน หรือส่งผลต่อปฏิกิริยาในการเกิดด้วย

โดยถ้าหากตัวเชื้อของแบคทีเรียนั้นเอง มันมีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลให้คุณสมบัติแบคทีเรียสามารถที่จะทำการทะลุผ่านเข้าไปยังภายในเยื่อหุ้มสมองของมนุษย์ได้นั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่มันทำปฏิกิริยาในการเอื้อต่อเชื้อให้เกิดการรุกล้ำเข้าไปยังภายในส่วนของสมองนั้นได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทั้งนี้แล้วก็จะขึ้นอยู่ที่ตัวของผู้ป่วยเองด้วยว่าพวกเขานั้นจะมีภูมิคุ้มกันที่จะช่วยในการปกป้องหรือต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีมากน้อยเพียงใด

แต่ถึงอย่างนั้นทางทีมผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เองก็ยังไม่สามารถที่จะระบุให้ทราบกันได้อย่างชัดแจ้งได้ว่าแบคทีเรียเหล่านั้นมันสามารถที่จะผ่านเข้าไปอยู่ภายในสมอของมนุษย์ได้ด้วยวิธีการใด แต่ทางทีมนักวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นก็ได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานในการสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าแบคทีเรียที่พบได้ในสมองนั้นก็อาจจะเข้าไปได้โดยการล่องลอยผ่านเข้าไปทางกระเส้นเลือดต่างๆผ่านกระแสเลือดและเข้าไปยังส่วนของใยประสาทได้นั่นเอง 

       อย่างไรก็ตามการที่เราได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ก็เหมือนกับการได้รับข่าวสารในการป้องกันตัวเองก่อนที่จะเกิดภัยในภายหลัง ดังนั้นการที่เราได้ทราบข้อมูลล่วงหน้าก็ควรที่จะมีการระมัดระวังและพยายามป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับตัวเองได้ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันจะมีการพัฒนาจนทันสมัยได้แล้วก็ตามการป้องกันตัวเองในเบื้องต้นก็ยังคงเป็นสิ่งที่พึงกระทำมากที่สุดโดยที่มีสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างการรักษาสุขอนามัยของตนและคนรอบข้าง หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

ใครสร้างโลก

ใครสร้างโลก? โลกเกิดมาจากอะไร?

คุณเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองหรือไม่ว่าสร้างนั้นมันเกิดมาจากอะไรกันแน่ บางคนนั้นพยายามที่จะหาคำตอบแต่ก็ไม่พบ บางคนพยายามที่หาคำตอบแต่มันก็ซับซ้อนเกินกว่าที่จะเข้าใจ บางคนนั้นก็พยายามที่จะหาคำตอบจนล้มเลิกความตั้งใจที่จะค้นหาไปแล้ว เพราะบางที่คนเหล่านั้นก็แค่ว่าทำไมเราจะต้องรู้ว่าโลกมาจากไหน โลกเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้สร้างโลก

แน่นอนว่าสิ่งนี้มันคือปริศนาที่ไม่มีใครรู้ตอบได้อย่างแท้จริงและแน่นอน ตามทฤษฎีต่างๆของการเกิดโลกขึ้นมานั้นก็ยังถือว่ายังคงเป็นทฤษฎีอยู่เหมือนเดิม เพราะคำอธิบายในทฤษฎีนั้นถูกอ้างอิงมาจากสิ่งที่ค้นพบในผิวโลก ซึ่งอาจจะเป็นเศษซากวัตถุจากข้างโลกที่ตกลงมาบนโลก สภาพอากาศ รอยแยกของพื้นที่ หรืออะไรต่างๆนานาที่จะสามารถนำมาพิสูจน์ว่าโลกนั้นเกิดจากอะไร

จักรวาลเป็นผู้สร้างโลกหรือ? แล้วสร้างอย่างไร ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้บอกว่า ก่อนที่จะเกิดเป็นโลกได้นั้นเมื่อหลายล้านพันปีที่ผ่านมานั้นได้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า บิ๊กแบง (Bigbang) เกิดการระเบิดตัวในชั้นบรรยากาศในอวกาศ โลกก็เปรียบเสมือนเศษซากที่ถูกแยกส่วนออกมา เชื่อว่าแต่เดิมโลกนั้นเป็นวัตถุแข็ง ไม่มีของเหลว ไม่มีน้ำอยู่บนโลก ไม่มีออกซิเจน

แล้วสิ่งเหล่านี้มาจากไหนย้อนกลับไปที่คำถามเดิมว่า โลกเกิดจากอะไร ใครคือผู้สร้างโลก หรือเราควรเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้ที่เกี่ยวจักรวาลมันควรจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้หลักการ เหตุผล สมมติฐาน การทดลอง ตามหลักของวิทยาศาสตร์

ถ้าให้พูดถึงพระเจ้าสำหรับเรานั้นอาจจะดูน่าเหลือเชื่อเกินไป แต่ถ้าหากได้ลองไปดูบนภาพฝาผนังของชาวอียิปโบราณที่ถูกวาดขึ้นตามเหตุการณ์เมื่อหลายพันปีก่อน ภาพที่ถูกวาดนั้นมีภาพวาดที่เกี่ยวกับการทำเคารพผู้มาเยือน ซึ่งในภาพนั้นถูกวาดออกมาเป็นลักษณ์ที่มีคนลงมาจากยานพาหนะอะไรสักอย่างที่ทันสมัยเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าหากว่าได้ทำมาเปรียบเทียบกับความเชื่อของสมัยนี้นั้นรูปภาพนั้นก็จะสื่อถึง มนุษย์ต่างดาว นั้นเอง

แล้วการที่คำสอนนี้ถูกกล่าวขานกันมาช้านานว่าพระเจ้าคือผู้สร้างโลก ฉะนั้นก็จะเท่ากับว่า พระเจ้า ก็คือ มนุษย์ต่างดาว ที่ได้ทำการเดินทางมาสร้างโลก สรุปแล้วมนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงหรือไม่ แล้วปรากฏการณ์บิ๊กแบงที่เกิดขึ้นนั้น เศษซากที่แหลกสลายแยกออกจากกันนั้นมีโลกเพียงดวงเดียวที่เกิดขึ้นหรือ จะต้องมีโลกอีกหลายใบที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมสิ่งมีชีวิตที่คล้ายเราอยู่ใช่หรือไม่

วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีแค่ในตำราเรียน

แต่เดิมเวลาที่เราคิดถึงคำว่าวิทยาศาสตร์ เราจะนึกถึงห้องเรียนที่หลอดทดลองให้ทำการทำลองค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ

นึกถึงสูตรทางเคมีที่จะต้องท่องจำให้ได้ นึกถึงสมการของค่าต่างๆ ซึ่งบอกตามตรงว่าเมื่อได้ยินคำว่าวิทยาศาสตร์จะรู้สึกห่อเหี่ยวไม่สดชื่นเลย แต่ในปัจจุบันความว่าวิทยาศาสตร์มีการเปิดกว้างในการเรียนรู้มากขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องเรียนวิทยาศาสตร์แต่เฉพาะในห้องเรียน

หรือเรียนกับแค่คุณครูเท่านั้น ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์อยู่รอบๆตัวเรา ซึ่งเราสามารถหาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์จากการเล่น การเรียนรู้วงจรชีวิตของส่งมีชีวิตต่างๆ เราสามารถไปท่องเที่ยวพร้อมกับคนในครอบครัวแล้วเรียนรู้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆกันได้

         ปัจจุบันผู้ปกครองส่วนมากเริ่มหันมาสนใจให้ลูกๆเรียนวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบๆตัวมากขึ้น เพื่อให้เด็กๆได้เพลิดเพลินกับการเรียนโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียนอย่างเดียวเท่านั้น เด็กบางคนไม่ได้รู้เลยด้วยซ้ำว่ากิจกรรมที่พวกเขาได้ทำไปนั้นเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบนี้จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่  กล้าคิดกล้าทำและกล้าที่จะแสดงออก พวกเขาสามารถคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและผลลัพธ์ได้ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่อย่างเรา 

          อย่างที่บอกว่าเดี๋ยวนี้การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในตำราเรียน ดังนั้น การที่เราพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ลูกจะได้เห็นวงจรชีวิตของสัตว์เหล่านั้นตั้งแต่เกิดจนโต จนแก่ เราในฐานะพ่อแม่สามารถให้ความรู้พวกนี้ให้รู้ฟังได้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันในอีกรูปแบบหนึ่ง

การที่พาลูกไปสวนพฤกษศาสตร์ ดูต้นไม้ ดอกไม้แปลกๆ ดูพืชชนิดไหนที่เป็นอันตราย หรือชนิดไหนที่สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคได้ พวกเด็กๆจะได้สัมผัสกับของจริงที่ไม่ใช่แค่เปิดตำราเรียน เห็นผ่านภาพเท่านั้น ทั้งนี้นอกจากสถานที่เที่ยวแบบนี้แล้วปัจจุบันมีศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น ที่  อำเภอ ไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี มีศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ให้เด็กๆเรียนรู้วิธีการดำนา ปลูกข้าว เก็บผัก พายเรือ หรือการทำสวนผลไม้ การเรียนรู้พวกนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เช่น กิจกรรมเก็บผลไม้ที่สวน แล้วนำผลไม้ที่เก็บมาได้นำไปต่อกับขั่ว Multimeter ซี่งมันคือเครื่องวัดปริมาณไฟฟ้า พวกเด็กๆจะได้รู้ว่าผลไม้ที่พวกเขาเก็บมาสามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้

โดยจะมีการสาธิตการต่อไฟฟ้าจะผลไม้จนทำให้หลอดไฟติดได้ หรือ การให้เด็กๆไปเก็บไข่ที่ฟาร์มไก่แล้วนำมาทดลอง นำสีผสมอาหารหยุดใส่ไข่ขาวและไข่แดงซึ่งหลังจากมีการนำไปทำให้สุกแล้วจะพบว่าสีที่แต่ละคนใส่ลงไปในไข่จะได้สีไม่เหมือนกัน หรือการพายเรือ ซึ่งก่อนจะไปพายเรือเล่นก็จะมีสอนด้ายวิทยาศาสตร์เป็นการให้ความรู้ก่อน โดยจะให้เด็กๆนำดินเหนียวมาปั้นเป็นเรือ ทำอย่างไรถึงจะให้เรื่อลอยน้ำได้ สอนการพายเรือทำอย่างไรถึงจะพายไปข้างหน้า หรือหันข้างได้

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆกัน

โดยที่เด็กๆจะไม่รู้สึกเบื่อเลย ลองเริ่มให้พวกเขาเรียนรู้ที่ละนิดจากการเรียนรู้เหล่านี้ไปก่อนแล้วเขาจะชอบวิทยาศาสตร์โดยไม่รู้ตัว