วิทยาศาสตร์ : ต้นไม้พันปี

วิทยาศาสตร์ : ต้นไม้พันปี เป็นอย่างไร

     พืชพรรณนานาชนิดบนโลกใบนี้นั้นย่อมมีวิวัฒนาการแตกต่างกันออกไปตามสายพันธ์หรือตามอายุของแต่ละชนิด มีต้นไม้บางชนิดที่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานมากถึงหนึ่งพันปีก็มีเช่นกัน ถ้าต้นไม้นั้นๆที่มีอายุถึงหนึ่งพันปีมีอยู่ในประเทศไทยก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะไม่พลาดที่จะไปดูให้เห็นกับตาพร้อมกับทำการกราบไหว้บูชาด้วยความเชื่อส่วนบุคคลเป็นอย่างแน่ที่สุด แต่สำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงผลวิจัยที่เขาสามารถที่จะทำให้ต้นไม้ชนิดหนึ่งอยู่ได้ถึงพันปีนั่นเอง

     ทุกคนคงจะเคยได้รู้จักกับต้นแปะก๊วยกันมาบ้างแล้ว สำหรับต้นไม้ชนิดนี้นั้นถิ่นกำเนิดของมันอยู่ที่ประเทศจีน โดยมีการค้นพบว่าแปะก๊วยนั้นเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเพียงสายพันธุ์สุดท้ายที่เหลืออยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน

จุดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่

มีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างที่จะช้ากว่าต้นไม้ชนิดอื่นๆพอสมควร ส่วนในช่วงที่เป็นฤดูใบไม้ร่วงต้นแปะก๊วยก็จะเปลี่ยนสีโดยใบของมันจะมีสีเหลืองที่สวยงามสะพรั่งเต็มต้นเมื่อมองดูแล้วจะรู้สึกอัศจรรย์ใจเหมือนได้หลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ ในส่วนของการวิจัยที่เกี่ยวกับการหาคำตอบให้กับต้นไม้ที่มีอายุยืนถึงพันปีนั้นได้พบว่า ต้นไม้อย่างต้นแปะก๊วยที่เรารู้จักกันนั้นมีการสร้างหรือผลิตสารเคมีชนิดหนึ่งออกมา

โดยสารนี้เองที่สามารถที่จะทำให้ต้นแปะก๊วยเกิดปฏิกิริยาที่ทำการต้านโรคของต้นไม้ ต้านภาวะภัยแล้งต่อต้นไม้ได้ ทั้งนี้ต้นแปะก๊วยยังมีความพิเศษนอกจากนั้นที่มีความแตกต่างออกไปมากกว่าพืชหรือต้นไม้ชนิดอื่นๆด้วย โดยที่ความพิเศษของต้นแปะก๊วยที่ได้เปรียบจากต้นไม้อื่นๆนั่นก็คือยีนของมันนั่นเอง ซึ่งมีการค้นพบว่าต้นแปะก๊วยนั้นไม่ได้มีสิ่งที่สามารถที่จะทำให้ทรุดโทรมหรือแก่ตัวลงไปมากกว่าต้นไม้อื่นๆเลย

โดยทางนักวิจัยนั้นก็ได้ออกมากล่าวเปิดเผยถึงความลับของต้นไม้ชนิดนี้เอาไว้ด้วยว่า สำหรับความลับในการมีอายุที่ยืนยาวของต้นแปะก๊วยที่สวยสะพรั่งสะกดตาสะกดใจคนดูได้ทุกครั้งที่มองมานั้นก็คือการที่ต้นแปะก๊วยเองได้สร้างระบบที่น่าทึ่งซึ่งเป็นระบบที่มันใช้ในการป้องกันตัวได้ดีมากๆจากสภาวะต่างๆทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทั้งนี้สำหรับต้นแปะก๊วยแล้วยังเป็นต้นไม้ที่เรียกได้ว่าเป็นต้นไม้ชนิดที่มีสายพันธุ์ไร้ซึ่งระบบแห่งวัยชรา หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นต้นไม้ที่คงอายุวัฒนะได้ดีมากๆนั่นเอง

      อย่างไรก็ตามสำหรับต้นไม้แล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนๆก็ล้วนแล้วแต่ต้องการอาหารจากแร่ธาตุ ทำการสังเคราะห์แสง และที่แน่นอนมากๆนั่นก็คือพวกมันต้องการน้ำที่คอยให้ความชุ่มชื่นและเป็นดั่งสายเลือดในการใช้หล่อเลี้ยงทุกส่วนของมัน โดยจากผลการวิจัยนั้นก็มีการคาดเกี่ยวกับอายุที่ยืนยาวของต้นไม้ว่าการที่ต้นไม้นั้นจะสามารถดำรงอายุของมันได้อย่างยืนยาวมากที่สุดได้ส่วนหนึ่งแล้วจะต้องมีปัจจัยในการเจริญเติบโตที่ช้าด้วย

โดยเซลล์ของต้นไม้นั้นๆจะมีต้องการปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือจะต้องมีการสร้างระบบที่ดีขึ้นมาใช้ในการป้องกันตัวเองให้พ้นหรือห่างไกลจากพวกเชื้อโรคหรือเหล่าจำพวกศัตรูพืชที่คอยวนเวียนจะเข้ามารุกรานได้ ที่สำคัญคือการที่ต้นไม้นั้นสร้างระบบที่ดีขึ้นมาเพื่อที่จะต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศโดยรอบในแต่ละช่วงฤดูในทุกๆปีที่แน่นอนว่าอาจจะมีความรุนแรงไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้หากเราทุกคนสามารถที่จะช่วยกันดูแลต้นไม้ก็ถือว่าเป็นอีกแรงตัวช่วยหนึ่งที่ดีมากๆเช่นกัน

เรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

เทคนิควิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์

หากพูดถึงการดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยการบวก  การลบ การคูณ และการหาร เท่าที่จำความได้ เราเรียน ตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษา  มัธยมศึกษา ถึงขั้นอุดมศึกษา เราจำตัวเลขมาบวกกัน หรือ นำมาลบกัน ก็จะมีการนับไว้ในใจ หรือ ทดไว้ในใจ อะไรประมาณนั่น

จนถึงกระบวนการ ด้านการคูณ และการหารตัวเลข ก็จะใช้วิธีดั่งเดิม คือใช้การคูณตรงหลัก รูปแบบการคูณ ต้องจดจำวิธี เป็นขั้น เป็นตอน หากหลงลืม อะไรเพียงบางส่วน ก็จะส่งต่อการคำนวณที่ผิดพลาด ซึ่งรวมถึงวิธีการตั้งหาร ก็ต้องใช้รูปแบบที่ต้องใช้  แม่สูตรคูณมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตั้งหาร ประกอบกับการพิจารณาถึงตัวเศษจากการตั้งหารอะไรแบบนั่น

ปัจจุบันนี้การดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์ที่นักคณิตศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ

ด้านคณิตศาสตร์ของประเทศไทยได้ไป ประสบพบเจอจากประเทศอินเดีย และได้นำมาพัฒนาศักยภาพของครูที่สอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คือการใช้ทักษะการคำนวณ จากคัมภีร์พระเวท ที่มีชื่อเรียกว่า “เวทคณิต ” หากถามว่าการดำเนินการทางด้านคณิตศาสตร์แบบนี้

มีมานานหรือยัง จากการค้นพบหลักฐาน ถูกค้นพบ ในคัมภีร์อรรถเวท ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของคัมภีร์พระเวท  เท่าที่ได้ลองเปรียบเทียบการคำนวณแบบที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เขียนเป็นแบบเรียนให้นักเรียนใช้ และอบรมให้กับครูสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นำไปถ่ายทอดให้กับ นักเรียน พบว่า การใช้การคำนวณแบบ “เวทคณิต ” ใช้เวลาในการคำนวณและหาคำตอบได้ง่ายกว่า

และใช้เวลาที่น้อยกว่า จากการคำนวณที่ง่าย และเป็นขั้นตอนที่สุดพิสดาร จนมีบางคน เรียกว่า “การคำนวณโดยใช้เวทมนต์ “

การขยายเครือข่ายกับครูผู้สอนด้านคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการนำเวทคณิต ไปใช้ในสถานศึกษา

ผู้รับผิดชอบในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ได้ส่งตัวแทนครูไป อบรมกับสถาบันที่ไปอบรมมาจริง จากสถานศึกษาในประเทศอินเดีย และได้มาทำแบบฝึก สำหรับขยายผลให้ผู้เรียนได้ใช้จริง ซึ่งปัจจุบันนี้การใช้เวทคณิตในสถานศึกษาของประเทศไทย 

ก็อยู่ในช่วงต้องนำมาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย จัดให้มีในช่วงปฐมวัย จนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรม ขณะนี้ มีการจัดการแข่งขัน เวทคณิต ในทุกช่วงชั้น ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ทั้งหมดนี้จึงเป็นปราการ ด่านแรก ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน พัฒนาทักษะการคำนวณแนวใหม่

โดยเบื้องต้น ให้นักเรียนได้เปิดโลก ทางการคิดคำนวณ แนวใหม่ เป็นการเปิดรับ และไม่ยึดติด ในรูปแบบการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งปัจจุบัน มีการจัดการแข่งขัน ในกลุ่มนักเรียน ขยายไป ทุกภูมิภาคในประเทศไทย และใช้ครูที่ได้รับการพัฒนาทักษะ ด้านเวทคณิต ขยาย เครือข่าย ครูให้ ครบทุก ชั้นด้วย

ดวงจันทร์

โลกของเรานั้นถือกำเนิดมาหลายร้อยหลายพันล้านปีป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เป็นดาวเคราะห์ที่มีความพิเศษแตกต่างจากพี่น้องดวงอื่นๆ

โลกของเรานั้นมีบริวารเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็คือดวงจันทร์ดวงจันทร์นั้นเป็นบริวารของโลกที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาปล่าว และยังเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของดาวบริวารทั้งหมดของระบบสุริยะจักรวาล

มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 4.51 พันล้านปีก่อนหลังจากที่โลกได้ถือกำเนิดขึ้นนั้น ดวงจันทร์ได้ก่อกำเนิดมาจากเศษที่เหลือจากการชนขนาดใหญ่ระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ที่ขนาดใกล้เคียงกันกับดาวอังคาร มีชื่อเรียกว่า “ธีอา จึงได้กลายเป็นดวงจันทร์ขึ้น

แม้ดวงจันทร์จะหมุนรอบโลกแต่ก็มีสิ่งที่น่าประหลาดใจนั้นก็คือ ดวงจันทร์จะหมุนรอบโลกดดยที่หันเข้าหาโลกเพียงด้านเดยวเท่านั้น ดังนั้นหากเรามองดวงจันทร์จากโลกของเรา เราจึงสามารถที่จะมองเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเท่านั้น

และยังมีระยะทางที่ห่างจากโลกประมาณ 384,403 กิโลเมตร หรือประมาณ 30 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของโลก มีระยะเวลาที่หมุนรอบโลกประมาณ 27.3 วัน ซึ่งขนาดของดวงจันทร์นั้นมีขนาดเป็น 1 ใน 4 ของโลก ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์จริงมีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวโลก

เมื่อเทียบกับแล้วก็มีขนาดประมาณ ประเทศรัสเซีย แคนาดา และสหรัฐอเมริการวมกัน

บุคคลแรกที่สามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นสองคนแรกคือ นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศขององค์การนาซา ตัวแทนของเหล่ามนุษยชาติที่สามารถขึ้นเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นที่สำเร็จเมื่อปี 1969 ตามกฏหมายอวกาศแล้วดวงจันทร์ถือว่าเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ตามสนธิสัญญาที่ใช้บังคับกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์ ดวงดาว และวัตถุอวกาศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1979  ดวงจันทร์นั้นมีความสำคัญต่อโลกของเราเป็นอย่างมากนอกจากที่จะเป็นตัวแทนที่คอยให้อสดงสว่างในยามค่ำคืนแทนพระอาทิตย์แล้ว

เรื่องน้ำขึ้นน้ำลงก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของดวงจันทร์

เกิดจากอิทธิพลขอแรงดึงดูดระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ด้วยบ้างบางส่วนแต่เป็นส่วนน้อย เนื่องจากดวงอาทิตย์มีระยะที่ห่างจากโลก 390 เท่า ในขณะที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่า จึงทำให้ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงของโลกมากกว่าดวงอาทิตย์

ระหว่างที่ของเรานั้นหมุนรอบตัวเองด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์และไกลดวงจันทร์ จึงทำให้เกิดด้านที่ใกล้และด้านที่ตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง เนื่องด้วยแรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์มีความเข้มข้นสูงมาก ผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ำขึ้นลงน้ำลงนั้นคือหากน้ำในมหาสมุทรนั้นลดลงอาจจะทำให้ช่องทางเดินเรือเกิดความตื้นเขินได้ และไม่สะดวกอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ

อีกด้านหากน้ำขึ้นสูงมากๆอาจจะทำให้ท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางเกษตรที่อยู่แถบชายฝั่งได้

ดังนั้นเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงจึงป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนแถบชายฝั่งมาอย่างยาวนาน นอกจากปรากฏการณืที่เกิดตามธรรมชาติแล้วเรื่องราวเหนือธรรมชาตินั้นดวงจันทร์มีส่วนในความเชื่อเหล่านั้นด้วย อย่างปรากฏการณ์ จันทรุปราคา

ที่เกิดจากธรรมชาตอแต่ว่าคนไทยก็มีความเชื่อกันว่าพระยาราหูได้กลืนพระจันทร์เข้าไปดังนั้นชาวบ้านที่พบเห็นจึงได้ทำการตีหม้อเคาะกะละมังจนเกิดส่งเสียงดังเพื่อขับไล่พระยาราหูให้คลายพระจันทร์ออกมา

แม้มนุษยชาติอย่างเราๆสามารถที่จะเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ได้แล้วนั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ด้านเดียว ส่วนอีกด้านที่เราไม่สามารถเดินทางไปสำรวจได้อาจจะมีความลับบางอย่างซ้อนอยู่และรอคอยการค้นพบ